โอปอล (Opal)
ถ้าอยากรู้ว่าสีเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และทำไมโอปอลแต่ละชนิดจึงมีหน้าตาต่างกัน เรื่องราวเริ่มตั้งแต่ตอนที่โอปอลค่อย ๆ ก่อตัวอยู่ในช่องว่างของหิน ดังนี้
เลือกชมพลอยในหมวดนี้โอปอล พลอยแห่งสีสัน เสน่ห์ของโอปอลในกลุ่มที่มีการเล่นสี (Precious opal) อยู่ตรงที่เราไม่อาจเห็นความงามทั้งหมดได้จากการมองเพียงมุมเดียว เมื่อค่อย ๆ ขยับพลอยใต้แสง สีต่าง ๆ อาจปรากฏขึ้นตามมุมที่มอง ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า การเล่นสี (Play-of-color) โดยโอปอลแต่ละเม็ดอาจมีภาพการเล่นสีแตกต่างกัน ขณะเดียวกันยังมีโอปอลกลุ่มที่ไม่มีการเล่นสี (Common opal) ซึ่งมีความงามจากสีพื้นและเนื้อพลอยในอีกรูปแบบหนึ่ง
ความหมายและความเชื่อเกี่ยวกับโอปอล
โอปอลเป็นอัญมณีประจำเดือนตุลาคม ในทางประวัติศาสตร์และความเชื่อ โรมันโบราณเคยยกย่องโอปอลให้เป็นสัญลักษณ์ของความรักและความหวัง โดยนักธรรมชาติวิทยาชาวโรมันอย่างพลินี (Pliny) เคยบันทึกเปรียบเทียบสีสันอันงดงามของโอปอลว่ามีความเชื่อมโยงกับความงามของอัญมณีล้ำค่าหลายชนิดรวมกันในเม็ดเดียว
ในบริบททางวัฒนธรรมของชาวยุโรป โอปอลยังได้รับความหมายที่เชื่อมโยงถึงความหวัง ความบริสุทธิ์ และความจริง นอกจากนี้ ตำนานของชาวอาหรับยังมีเรื่องเล่าขานว่าโอปอลเป็นอัญมณีที่ตกลงมาจากสรวงสวรรค์พร้อมกับสายฟ้า
ในอดีต โอปอลเคยได้รับการยกย่องให้เป็นอัญมณีนำโชคและเชื่อว่ามีพลังวิเศษ ด้วยความสามารถในการแสดงสีสันที่หลากหลาย
(หมายเหตุ: ข้อมูลด้านความหมายและความเชื่อเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ไม่ใช่คุณสมบัติที่พิสูจน์ผลได้ทางวิทยาศาสตร์)
คุณค่าที่สั่งสมผ่านประวัติศาสตร์
โอปอลถูกนำมาทำเครื่องประดับและเก็บสะสมมาเป็นเวลานาน แต่ละแหล่งให้พลอยที่มีสีพื้น ความโปร่งใส และลวดลายต่างกัน ที่ประเทศออสเตรเลียเริ่มทำเหมืองโอปอลในเชิงพาณิชย์ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 โอปอลจากประเทศนี้ ก็เริ่มเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและกลายเป็นส่วนสำคัญของตลาดโลก
ต่อมามีการค้นพบแหล่งใหม่ในประเทศอื่น เช่น แหล่งเวเกลเทนา (Wegel Tena) ในเอธิโอเปีย ซึ่งมีรายงานการค้นพบในปี 2008 แม้มาจากแหล่งเดียวกัน พลอยแต่ละเม็ดก็ยังมีภาพการเล่นสีแตกต่างกันได้
คุณสมบัติของโอปอล
โอปอลเกิดจากซิลิกาที่มีน้ำอยู่ในโครงสร้าง มีสูตรโดยทั่วไป SiO₂·nH₂O ในช่วงที่โอปอลก่อตัว น้ำที่มีซิลิกาละลายอยู่จะไหลเข้าไปตามช่องว่างหรือรอยแตกของหิน แล้วค่อย ๆ ทิ้งซิลิกาไว้จนสะสมเป็นเนื้อโอปอล
การเล่นสีของโอปอลเกิดจากการเลี้ยวเบนของแสง (Diffraction) โดยโครงสร้างซิลิกาที่จัดเรียงตัวอย่างเหมาะสม เช่น อนุภาคซิลิกาขนาดใกล้เคียงกันที่เรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ สีที่เห็นจึงสัมพันธ์กับขนาดและการจัดเรียงของโครงสร้าง ทิศทางของแสง และมุมที่มองพลอย
| คุณสมบัติ | รายละเอียด |
|---|---|
| กลุ่มแร่ | ซิลิกาที่มีน้ำอยู่ในโครงสร้าง (Hydrated silica) |
| สูตรเคมี | SiO₂·nH₂O |
| ช่วงสี | พบได้ทุกสี และอาจเห็นหลายสีในเม็ดเดียว |
| ความแข็ง | ประมาณ 5–6.5 ตามมาตราโมห์ (Mohs Scale) |
| ความวาว | วาวแบบแก้วถึงคล้ายเรซิน (Vitreous to resinous) |
| โครงสร้าง | ไม่มีโครงผลึกต่อเนื่องแบบแร่ผลึกทั่วไป |
| จุดเด่นทางแสง | อาจแสดงการเล่นสี (Play-of-color) |
| ดัชนีหักเห (RI) | 1.37–1.47 |
| ความถ่วงจำเพาะ (ถ.พ. / SG) | 2.15 (+0.08, −0.90) ขึ้นกับชนิดและความพรุน |
รูปทรง การเจียระไน และงานออกแบบ
ตอนช่างดูโอปอลก้อนดิบ สิ่งแรกที่ต้องหาคือชั้นสีอยู่ตรงไหน หนาแค่ไหน และควรเปิดหน้าพลอยจากด้านใดจึงจะเห็นสีได้ดีที่สุด เมื่อตัดสินใจได้แล้วจึงค่อยตัดแต่ง ขึ้นรูป และขัดผิวให้เรียบเงา
โอปอลส่วนใหญ่นิยมเจียระไนเป็นทรงหลังเบี้ย (Cabochon) เพราะผิวโค้งช่วยให้เห็นสีเคลื่อนไหวได้จากหลายมุม รูปทรงมีทั้งไข่ (Oval) กลม (Round) หยดน้ำ (Pear) หมอน (Cushion) และรูปทรงอิสระ (Freeform) บางเม็ดไม่ได้ตัดให้เป็นขนาดมาตรฐาน เพราะช่างต้องการเก็บส่วนที่มีสีสวยไว้ให้มากที่สุด
เวลาเลือกโอปอล ลองดูว่ารูปทรงสมดุลหรือไม่ ผิวขัดเรียบดีไหม และเมื่อขยับพลอยแล้วมองเห็นสีจากมุมต่าง ๆ มากน้อยเพียงใด
เฉดสีและชนิดของโอปอล
การดูโอปอลต้องดูสองอย่างพร้อมกัน อย่างแรกคือสีพื้น (Bodycolor) ซึ่งอาจเป็นขาว เทา ดำ น้ำตาล เหลือง ส้ม หรือแดง อย่างที่สองคือสีที่เล่นอยู่บนพื้นนั้น สีอาจปรากฏเป็นจุดเล็ก ๆ ปื้นกว้าง เส้น หรือเป็นลวดลายที่ต่อเนื่องกัน
โอปอลที่มีพื้นสีอ่อนมักเรียกว่าโอปอลขาว ส่วนโอปอลดำมีพื้นสีเข้มจึงช่วยให้สีที่เล่นอยู่ดูเด่น คริสตัลโอปอลมีเนื้อใสถึงกึ่งใส ไฟร์โอปอลมีพื้นสีเหลือง ส้ม หรือแดง และโบลเดอร์โอปอลจะเก็บหินต้นกำเนิดบางส่วนไว้เป็นส่วนหนึ่งของพลอยสำเร็จ
โอปอลบางเม็ดไม่มีการเล่นสี แต่ยังมีเสน่ห์จากสีพื้น ความใส หรือเนื้อพลอยของตัวเอง เวลาดูโอปอลจึงควรขยับช้า ๆ และมองจากหลายมุม เพราะภาพที่สวยที่สุดอาจไม่ได้อยู่ตรงมุมที่วางนิ่งอยู่ตอนแรก
ชนิดของโอปอลที่ควรรู้จัก
โอปอลแบ่งกว้าง ๆ ได้เป็นกลุ่มที่มีการเล่นสี (Precious opal) และกลุ่มที่ไม่มีการเล่นสี (Common opal) จากนั้นจึงใช้สีพื้น ความโปร่งใส และลักษณะการอยู่ร่วมกับหินต้นกำเนิดมาช่วยบรรยาย ชื่อเหล่านี้จึงอาจใช้ร่วมกันได้ และไม่ได้เป็นเกณฑ์แบ่งแบบเดียวกันทั้งหมด
โอปอลขาวหรือโอปอลพื้นสีอ่อน (White / Light Opal)
มีพื้นสีขาวหรือสีอ่อน การเล่นสีจึงดูเหมือนปรากฏอยู่บนพื้นน้ำนม บางเม็ดมีการเล่นสีจาง บางเม็ดมีสีสดชัด ความสว่างของสีต้องดูจากพลอยแต่ละเม็ด
โอปอลดำและโอปอลพื้นสีเข้ม (Black / Dark Opal)
คำว่าดำหมายถึงสีพื้นของเนื้อโอปอล ซึ่งช่วยขับการเล่นสีให้เด่น ตามเกณฑ์ของ Australian Opal Association โอปอลดำอยู่ในช่วงสีพื้น N1–N4 ส่วน Dark opal อยู่ในช่วง N5–N6 จึงไม่เรียกโอปอลพื้นเทาทุกเม็ดว่าโอปอลดำ (Black Opal)
คริสตัลโอปอล (Crystal Opal)
มีเนื้อโปร่งใสถึงกึ่งโปร่งใส ทำให้มองเห็นการเล่นสีเหมือนอยู่ลึกเข้าไปในพลอย คำว่า Crystal ในชื่อนี้ใช้บรรยายความใส ไม่ได้หมายความว่าโอปอลมีโครงสร้างเป็นผลึก
ไฟร์โอปอล (Fire Opal)
เด่นที่สีพื้นโทนเหลือง ส้ม หรือแดง เนื้อโปร่งใสถึงโปร่งแสง อาจมีหรือไม่มีการเล่นสีก็ได้ คำว่า Fire จึงหมายถึงสีพื้นโทนอุ่น ไม่ได้แปลว่าต้องมีประกายรุ้งเสมอไป
โบลเดอร์โอปอล (Boulder Opal)
มีเนื้อโอปอลเป็นชั้นหรือแนวอยู่กับหินต้นกำเนิด ช่างเก็บหินที่ติดกันตามธรรมชาติไว้เป็นส่วนหนึ่งของพลอยสำเร็จ จึงต่างจากโอปอลประกบที่ใช้กาวติดวัสดุรองพื้น
เมทริกซ์โอปอล (Matrix Opal)
เนื้อโอปอลแทรกอยู่ตามรูพรุน ช่องว่าง หรือระหว่างเม็ดแร่ของหินต้นกำเนิด จึงเห็นสีแทรกกระจายอยู่ในเนื้อหิน ต่างจากโบลเดอร์ที่มักเห็นเป็นชั้นหรือแนวโอปอลชัดกว่า
โอปอลไม่มีการเล่นสี (Common Opal)
ไม่มีปรากฏการณ์เล่นสีแบบ Precious opal แต่ยังนำมาเจียระไนหรือทำเครื่องประดับได้จากความงามของสีพื้นและเนื้อพลอย คำว่า Common จึงบอกลักษณะการแสดงสี ไม่ได้หมายถึงของเลียนแบบ
ไฮโดรเฟนโอปอล (Hydrophane Opal)
เป็นคำเรียกตามสมบัติการดูดซึมน้ำของโอปอลที่มีรูพรุน เมื่อดูดน้ำเข้าไป ความใสและภาพที่เห็นอาจเปลี่ยนชั่วคราว คำนี้ไม่ได้ระบุสีหรือลวดลาย และไม่ควรใช้การแช่น้ำเป็นวิธีลองพลอยด้วยตัวเอง
ชนิดลวดลายของโอปอล
ลวดลายคือรูปร่างและการกระจายตัวของการเล่นสี ต่างจากชนิดที่บอกสีพื้นหรือเนื้อพลอย ตัวอย่างเช่น โอปอลดำ (Black Opal) และคริสตัลโอปอลต่างก็สามารถมีลายฮาร์เลควินได้ เมื่อขยับพลอย ลวดลายที่เห็นยังเปลี่ยนไปตามมุมของแสงและสายตา
พินไฟร์หรือจุดประกาย (Pinfire / Pinpoint)
การเล่นสีเป็นจุดเล็ก ๆ อยู่ใกล้กัน ดูคล้ายประกายละเอียดกระจายบนหน้าพลอย
ฮาร์เลควินหรือโมเสก (Harlequin / Mosaic)
ฮาร์เลควินเป็นลวดลายปื้นสีทรงเหลี่ยมที่เรียงชิดกันคล้ายช่องตารางหรือชิ้นโมเสก โดยรูปทรงและการจัดเรียงของปื้นสีเป็นลักษณะสำคัญของชื่อนี้ การมีหลายสีเพียงอย่างเดียวจึงไม่ตรงกับลวดลายฮาร์เลควิน
ลายเปลวไฟ (Flame)
เห็นแถบหรือริ้วสีออกแดงพาดผ่านหน้าพลอย
ลายนกยูง (Peacock)
มีสีน้ำเงินและสีเขียวเด่น ชวนให้นึกถึงสีบนขนนกยูง ชื่อนี้จึงเน้นภาพรวมของสีที่ปรากฏร่วมกัน
ลายรังผึ้ง (Honeycomb)
ลักษณะลวดลายที่ปรากฏเป็นช่องสีเรียงตัวต่อเนื่องกันคล้ายรังผึ้งนี้ เป็นชื่อที่ใช้บรรยายลักษณะของลวดลาย โดยโครงสร้างที่มีรูปลักษณ์คล้ายรังผึ้งอาจพบได้ทั้งในโอปอลธรรมชาติและโอปอลสังเคราะห์ การพบรูปลักษณ์คล้ายกันเช่นนี้จึงไม่เพียงพอที่จะใช้ตัดสินความเป็นธรรมชาติของพลอยได้เพียงลำพัง
เนื่องจากโอปอลเม็ดเดียวอาจมีลวดลายที่หลากหลายผสมผสานกัน การพิจารณาจึงควรพลิกดูพลอยจากหลาย ๆ มุมประกอบกัน โดยพิจารณาทั้งความสว่างของสี การกระจายตัวของการเล่นสี รวมถึงบริเวณที่ไม่แสดงการเล่นสี (Play-of-color) ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้จะช่วยให้เข้าใจลักษณะของพลอยได้มากกว่าการพิจารณาจากชื่อเรียกของลวดลายเพียงอย่างเดียว
แหล่งกำเนิดสำคัญ
โอปอลพบได้จากหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย เอธิโอเปีย เม็กซิโก บราซิล สหรัฐอเมริกา และฮอนดูรัส สำหรับโอปอลในออสเตรเลียมีแหล่งโอปอลที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง เช่น ไลต์นิงริดจ์ (Lightning Ridge) ซึ่งเป็นที่รู้จักเรื่องโอปอลพื้นสีเข้ม และแหล่งต่าง ๆ ในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย
เอธิโอเปียมีแหล่งโอปอลที่สำคัญ เช่น เวเกลเทนา (Wegel Tena) ในพื้นที่วอลโล ซึ่งมีรายงานการค้นพบในปี 2008 โอปอลแต่ละเม็ดจากแหล่งนี้มีสีพื้น ความโปร่งใส และลวดลายต่างกันได้ ส่วนเม็กซิโกเป็นที่รู้จักจากไฟร์โอปอลที่มีพื้นสีเหลือง ส้ม และแดง
การระบุแหล่งกำเนิดควรพิจารณาลักษณะภายในและข้อมูลการตรวจร่วมกัน ไม่ใช้สีหรือลวดลายเพียงอย่างเดียวตัดสิน และควรอ่านข้อสรุปตามขอบเขตบริการของห้องปฏิบัติการ โดยไม่คาดว่ารายงานทุกฉบับจะระบุประเทศได้
นอกจากไลต์นิงริดจ์ (Lightning Ridge) แล้ว ชื่อแหล่งโอปอลในออสเตรเลียที่เป็นที่รู้จักยังมีคูเบอร์พีดี (Coober Pedy) และแอนดามูกา (Andamooka) ในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย รวมถึงไวต์คลิฟส์ (White Cliffs) ในรัฐนิวเซาท์เวลส์
ลักษณะภายในและมลทิน
เมื่อส่องดูโอปอลใกล้ ๆ อาจเห็นหินต้นกำเนิด (Host Rock) ที่อยู่ร่วมกับเนื้อโอปอล แนวการก่อตัว ช่องว่าง (Cavities) หรือมลทินภายใน (Inclusions) ลักษณะที่พบควรพิจารณาตามชนิดของโอปอล เช่น การอยู่เป็นชั้นบนหินของโบลเดอร์ หรือการแทรกในช่องว่างของหินในเมทริกซ์โอปอล
สำหรับโบลเดอร์โอปอล หินที่ติดอยู่กับเนื้อโอปอลถือเป็นส่วนหนึ่งของหน้าตาและงานออกแบบตามธรรมชาติ ส่วน คริสตัลโอปอล เรามักมองหาความใสและการเล่นสีที่เห็นได้ชัด ดังนั้นควรดูตำหนิให้สอดคล้องกับชนิดของโอปอล ไม่ใช่ใช้เกณฑ์เดียวตัดสินทุกเม็ด
การปรับปรุงคุณภาพ ความทนทาน และวัสดุประกอบ
โอปอลที่พบในตลาดมีทั้งโอปอลธรรมชาติ โอปอลธรรมชาติที่ผ่านการปรับปรุงสีหรือความใส และโอปอลประกบ การปรับปรุงที่อาจพบได้ เช่น การรมควัน (Smoke treatment) การย้อมสี (Dyeing) หรือการใช้น้ำมัน (Oil) และเรซิน (Resin) เติมในรอยแตกหรือช่องว่าง
โอปอลประกบสองชั้น (Doublet) คือการนำชั้นโอปอลไปติดกับวัสดุรองพื้น และโอปอลประกบสามชั้น (Triplet) จะมีชั้นใสปิดอยู่ด้านบนอีกชั้น ทั้งสองแบบนี้เพื่อช่วยนำชั้นโอปอลที่บางมาทำเป็นพลอยสำเร็จได้
ข้อมูลเรื่องการปรับปรุงและการประกอบควรดูจากรายละเอียดของพลอยแต่ละเม็ด หากมีรายงานอัญมณีก็ควรอ่านข้อมูลในรายงานร่วมด้วย
ลักษณะการประกอบชิ้นและสถานะการปรับปรุงคุณภาพเป็นข้อมูลคนละด้าน จึงควรอ่านทั้งสองส่วนร่วมกัน ไม่ใช้คำว่า Solid แทนผลตรวจว่าไม่ผ่านการปรับปรุง
ความทนทานและการสวมใส่ โอปอลมีความแข็งประมาณ 5–6.5 ตามมาตราโมห์ (Mohs Scale) ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดรอยขีดข่วน รอยบิ่น หรือแตกร้าวได้ง่ายกว่าอัญมณีเนื้อแข็งทั่วไป นอกจากนี้ ความร้อนสูงและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็วยังอาจกระตุ้นให้เกิดรอยแตกร้าวละเอียดที่เรียกว่า เครซซิง (Crazing)
ความหมายของคำที่ใช้ในเว็บไซต์
- โอปอลธรรมชาติเนื้อเดียว (Natural solid opal) หมายถึง โอปอลธรรมชาติเนื้อเดียว ไม่ใช่การประกอบชิ้นด้วยกาว ทั้งนี้ คำว่า Solid เพียงคำเดียวไม่ได้รับรองว่าไม่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพ
- โอปอลประกบสองชั้น (Opal doublet) หมายถึง ชั้นโอปอลที่ติดอยู่กับวัสดุรองพื้น
- โอปอลประกบสามชั้น (Opal triplet) หมายถึง ชั้นโอปอลที่อยู่ระหว่างวัสดุรองพื้นกับชั้นใสด้านบน
- ย้อมสี (Dyed) หมายถึง มีการเติมสีเพื่อเปลี่ยนหรือเพิ่มความเข้มของสีที่เห็น
- อุดรอยแตกหรือช่องว่าง (Fracture/Cavity filled) หมายถึง มีการนำสารเข้าไปเติมในรอยแตกหรือช่องว่างภายในพลอย
แหล่งข้อมูลและเอกสารอ้างอิง
- GIA — Opal History and Lore
- Australian Opal Association — Opal Classification and Terms (September 2023)
- GIA — A Useful Technique to Confirm the Hydrophane Nature of Opal (2013)
- GIA — On the Origin of Digit Patterns in Gem Opal (2013)
- GIA — Historical Reading List: Australian Opal
- GIA — Opal Quality Factors
- GIA — Inclusions in Natural, Treated, Synthetic, and Imitation Opal (2019)
