ทับทิม (Ruby Sapphire)
นอกจากความงดงามและคุณสมบัติทางกายภาพอันแข็งแกร่งแล้ว ทับทิมยังมีมิติข้อมูลที่น่าสนใจ ทั้งเรื่องแหล่งกำเนิดทางธรณีวิทยา ลักษณะมลทินเฉพาะตัว กรรมวิธีการปรับปรุงคุณภาพ ตลอดจนประวัติศาสตร์และคติความเชื่อทางวัฒนธรรมอันยาวนาน ดังนี้
เลือกชมพลอยในหมวดนี้ทับทิม (Ruby) เป็นหนึ่งในอัญมณีสำคัญของตลาดพลอยสี โดดเด่นด้วยเสน่ห์แห่งเฉดสีแดงที่มีมิติหลากหลาย ตั้งแต่ แดงอมชมพู แดงสด (Vivid Red) ไปจนถึงแดงอมม่วง โดยทับทิมแต่ละเม็ดจะมีระดับความเข้ม ความสว่าง การกระจายตัวของสี ความโปร่งใส ตลอดจนมลทินภายในธรรมชาติ (Inclusions) ที่แตกต่างกันไปในแต่ละเม็ด
ในทางอัญมณีศาสตร์และแร่วิทยา ทับทิมเป็นพลอยในตระกูล คอรันดัม (Corundum) เช่นเดียวกับแซฟไฟร์ (Sapphire) มีสูตรเคมีคือ Al₂O₃ โดยเฉดสีแดงเกิดจากธาตุร่องรอยอย่าง โครเมียม (Chromium - Cr) ที่เข้าไปแทนที่ตำแหน่งในโครงสร้างผลึก และทำหน้าที่เป็นธาตุให้สี (Chromophore) หลักตามธรรมชาติ
ความหมายและความเชื่อเกี่ยวกับทับทิม
ทับทิม (Ruby) เป็นอัญมณีประจำเดือนกรกฎาคม ในภาษาสันสกฤตมีชื่อเรียกว่า Ratnaraj ซึ่งหมายถึง “ราชาแห่งอัญมณี”
ในยุโรปยุคกลาง ผู้คนเคยสวมใส่ทับทิมด้วยความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพ ความร่ำรวย ปัญญา และความสำเร็จในความรัก นอกจากนี้ ในประวัติศาสตร์ความเชื่อของชาวพม่า เคยมีความเชื่อว่าการฝังทับทิมไว้ใต้ผิวหนังจะช่วยปกป้องคุ้มครองและทำให้ผู้สวมใส่อยู่ยงคงกระพันในการสู้รบ อีกทั้งยังมีตำนานเล่าขานถึงลักษณะของทับทิมว่าภายในเนื้อพลอยมีเปลวไฟที่ไม่มีวันดับส่องประกายอยู่
นอกจากนี้ ในคตินพรัตน์ของอินเดีย ทับทิมได้รับการจัดให้เป็นตัวแทนของดวงอาทิตย์ตามระบบโหราศาสตร์ดั้งเดิม
(หมายเหตุ: ข้อมูลด้านความหมายและความเชื่อเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ไม่ใช่คุณสมบัติที่พิสูจน์ผลได้ทางวิทยาศาสตร์)
คุณค่าที่สั่งสมผ่านประวัติศาสตร์
ทับทิมมีความสำคัญในประวัติศาสตร์เครื่องประดับ เป็นอัญมณีที่ราชวงศ์และชนชั้นสูงของยุโรปให้ความสนใจอย่างมาก ตัวอย่างงานออกแบบสมัยใหม่คือรองเท้าประดับทับทิมที่ Harry Winston สร้างขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีภาพยนตร์ The Wizard of Oz
คุณสมบัติของทับทิม
| คุณสมบัติ | รายละเอียด |
|---|---|
| กลุ่มแร่ | คอรันดัม (Corundum) |
| สูตรเคมี | อะลูมิเนียมออกไซด์ (Al₂O₃) |
| สี | แดงอมชมพู แดงสด แดงอมม่วง และเฉดแดงอื่น ๆ |
| ธาตุให้กำเนิดสี | ธาตุโครเมียม (Chromium) |
| ความแข็ง | 9 ตามมาตราโมห์ (Mohs Scale) |
| ความวาว | วาวแบบแก้ว (Vitreous) |
| ระบบผลึก | ไตรโกนัล (Trigonal) |
| ลักษณะภายใน | เส้นเข็มและไหม (Needles / Silk), ผลึกแร่ (Mineral crystals), รอยสมานคล้ายลายนิ้วมือ (Healed fractures / Fingerprint inclusions), แนวสีและแนวการเจริญเติบโต (Color zoning / Growth zoning) |
| ดัชนีหักเห (RI) | 1.762–1.770 |
| ความถ่วงจำเพาะ (ถ.พ. / SG) | 4.00 (±0.05) |
รูปทรง การเจียระไน และงานออกแบบ
ก่อนนำทับทิมไปเจียระไน ช่างพิจารณารูปร่างก้อนพลอย แนวสี และลักษณะภายใน เพื่อเลือกรูปทรงและทิศทางที่เหมาะสม จากนั้นจึงโกลนขึ้นรูป (Preforming) เจียระไนเหลี่ยม (Faceting) และขัดเงา (Polishing)
การเจียระไนต้องพิจารณาสี ความสว่าง และการรักษาน้ำหนักร่วมกัน การเก็บน้ำหนักไว้มากจนก้นพลอยตื้นเกินไปอาจทำให้เกิดบริเวณโปร่งมองทะลุหรือหน้าต่าง (Window) ได้
ทับทิมพบได้ในรูปทรงไข่ (Oval) หมอน (Cushion) กลม (Round) และหยดน้ำ (Pear) เป็นต้น ส่วนการเจียระไนแบบผสม (Mixed Cut) เป็นการจัดเหลี่ยมที่ผสานเหลี่ยมแบบบริลเลียนต์บนส่วนยอดและเหลี่ยมขั้นบันไดที่ส่วนก้นพลอย
เฉดสีพิเศษที่นิยม
สีเป็นหนึ่งในลักษณะสำคัญที่ใช้พิจารณาทับทิม นอกจากคำบอกสีทั่วไปแล้ว ในวงการค้ายังมีชื่อเรียก พีเจียนบลัด (Pigeon Blood) หรือ “แดงเลือดนกพิราบ” ซึ่งมีความผูกพันทางประวัติศาสตร์กับทับทิมจากโมกก ประเทศเมียนมา
ในคำบรรยายดั้งเดิม ชื่อนี้ใช้กับสีแดงถึงแดงอมม่วงหรืออมชมพูเล็กน้อย พร้อมการเรืองแสงสีแดงที่ทำให้พลอยดูเปล่งประกาย ทั้งนี้ ทับทิมที่มีลักษณะสีดังกล่าวอาจพบจากแหล่งกำเนิดอื่นได้เช่นกัน
แหล่งกำเนิดสำคัญ
ทับทิมพบได้จากหลายภูมิภาค โมกก (Mogok) ในเมียนมาเป็นแหล่งเก่าแก่ที่มีชื่อเสียง ส่วนโมซัมบิกมีแหล่งผลิตสำคัญที่มอนเตปูเอซ (Montepuez) นอกจากนี้ยังพบในเวียดนาม ไทย ศรีลังกา (เดิมชื่อซีลอน — Ceylon) อัฟกานิสถาน ปากีสถาน ทาจิกิสถาน เคนยา แทนซาเนีย และมาดากัสการ์ด้วย
สภาพธรณีวิทยาที่แตกต่างกันสัมพันธ์กับองค์ประกอบธาตุและลักษณะภายในของทับทิม การศึกษาแหล่งกำเนิดจึงใช้ข้อมูลมลทิน สเปกตรัม และธาตุร่องรอยประกอบกัน
ลักษณะภายในและมลทิน
ลักษณะภายในทับทิมอาจประกอบด้วยเส้นเข็มหรือไหมรูไทล์ (Rutile Needles / Silk) ผลึกแร่ (Mineral Crystals) รอยสมานคล้ายลายนิ้วมือ (Healed Fractures / Fingerprint Inclusions) และแนวสี (Color Zoning) การตรวจมลทินและแนวการเติบโตช่วยประกอบการวิเคราะห์แหล่งกำเนิด และการแยกธรรมชาติ สังเคราะห์ หรือร่องรอยการปรับปรุงต้องประเมินหลักฐานร่วมกัน
เมื่อเส้นเข็มแร่เรียงตัวอย่างมีทิศทางและพลอยได้รับการเจียระไนหลังเบี้ยอย่างเหมาะสม อาจเกิดปรากฏการณ์สตาร์ (Asterism) จากแสงสะท้อนของมลทิน
ผลของมลทินต่อความงามขึ้นอยู่กับชนิด ขนาด ปริมาณ และตำแหน่ง มลทินบางแบบลดความโปร่งใส ขณะที่ไหมรูไทล์บางลักษณะช่วยกระจายแสงให้สีดูนุ่มนวลได้
การปรับปรุงคุณภาพและความทนทาน
ทับทิมมีทั้งชนิดที่ไม่ผ่านการปรับปรุงด้วยความร้อน หรือที่เรียกกันว่า “พลอยดิบ” (Unheated) และชนิดที่ผ่านการปรับปรุงด้วยความร้อน (Heated) เพื่อปรับสีและความใสของเนื้อพลอย
นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงรูปแบบอื่น เช่น การเติมแก้วตะกั่วในรอยแตก (Lead-glass Fracture Filling) และการเผาเบริลเลียม (Beryllium Diffusion / Beryllium Heat Treatment) ซึ่งเป็นกระบวนการที่แตกต่างจากการเผาทั่วไป
ความทนทานและการสวมใส่ ทับทิมเป็นแร่ในกลุ่มคอรันดัมที่มีความแข็งระดับ 9 ตามมาตราโมห์ (Mohs Scale) มีความเหนียวดีเยี่ยม และไม่มีแนวแตกเรียบ จึงเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเครื่องประดับที่สวมใส่เป็นประจำทุกวัน
อย่างไรก็ตาม ทับทิมที่ผ่านกระบวนการอุดรอยแตกด้วยแก้ว (Lead glass-filled ruby) โดยเฉพาะกลุ่มที่มีเนื้อแก้วเป็นองค์ประกอบในปริมาณมาก จะมีพฤติกรรมและความทนทานต่อแรงกระแทกที่แตกต่างไปจากทับทิมธรรมชาติที่ไม่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพ ดังนั้น ขั้นตอนการขึ้นตัวเรือนและการซ่อมแซมจึงจำเป็นต้องอ้างอิงจากข้อมูลสถานะการปรับปรุงของพลอยเม็ดนั้น ๆ
ความหมายของคำที่ใช้ในเว็บไซต์
คำเหล่านี้อธิบายข้อมูลคนละด้าน ไม่ใช่ลำดับความสวยของพลอย
- ธรรมชาติ (Natural) หมายถึงเกิดตามธรรมชาติ ไม่ได้แปลว่าปราศจากการปรับปรุงคุณภาพ
- ไม่พบร่องรอยความร้อน (No indications of heating) เป็นผลตรวจความร้อนตามขอบเขตการตรวจ ไม่ครอบคลุมการปรับปรุงอื่นทุกวิธี
- ผ่านความร้อน (Heated) หมายถึงพบหลักฐานการผ่านความร้อน ต้องอ่านรายละเอียดการปรับปรุงอื่นหรือสารตกค้างร่วมด้วย
- ก้อนที่ยังไม่เจียระไน (Rough) ระบุสภาพการเจียระไน ไม่ใช่สถานะความร้อน
- แพร่เบริลเลียม (Beryllium diffusion) การให้ความร้อนร่วมกับการแพร่ธาตุเบริลเลียมเข้าสู่พลอยเพื่อเปลี่ยนสี
- เติมแก้วตะกั่ว (Lead-glass fracture filled) การเติมแก้วที่มีตะกั่วในรอยแตกเพื่อให้รอยแตกเห็นน้อยลงและเพิ่มความใสที่ปรากฏ
