สตาร์แซฟไฟร์ (Star Sapphire): แซฟไฟร์ที่ปรากฏแสงรูปดาว
รูปดาวที่เคลื่อนไหวบนผิวโค้งของสตาร์แซฟไฟร์เกิดจากมลทินขนาดเล็กซึ่งเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ และต้องอาศัยการวางแนวเจียระไนที่แม่นยำ
เลือกชมพลอยในหมวดนี้ดาวที่เคลื่อนไหวบนผิวพลอย สตาร์แซฟไฟร์คือคอรันดัมชนิดแซฟไฟร์ที่แสดง ปรากฏการณ์แสงรูปดาว หรือแอสเทอริซึม (Asterism) เมื่อรับแสงจากจุดกำเนิดขนาดเล็ก เส้นแสงจะดูคล้ายลอยอยู่เหนือผิวโค้งของพลอย และเคลื่อนตำแหน่งตามการขยับพลอยหรือทิศทางของแสง
ความงามจากเข็มแร่ภายใน แสงรูปดาวเกิดจากการสะท้อนบนเข็มแร่ขนาดเล็กที่เรียงตัวอย่างเป็นระเบียบในหลายทิศทางภายในคอรันดัม สตาร์แซฟไฟร์ส่วนใหญ่แสดงดาวหกแฉก บางเม็ดเป็นดาวสี่แฉก ส่วนดาวสิบสองแฉกพบได้น้อยกว่าอย่างชัดเจน
ความหลากหลายของสีและการพิจารณาคุณภาพ สตาร์แซฟไฟร์พบได้ทั้งสีฟ้า น้ำเงิน เทา ม่วง ชมพู เหลือง เขียว น้ำตาล และโทนเข้มเกือบดำ ส่วนคอรันดัมสีแดงเรียกว่าทับทิม และเมื่อแสดงรูปดาวจะเรียกว่าสตาร์รูบี การประเมินสตาร์แซฟไฟร์พิจารณาร่วมกันทั้งสีพื้น ความคมและความสมบูรณ์ของดาว ความโปร่งใส รูปทรงกับความสูงของหลังเบี้ย และสภาพเนื้อพลอย ดาวที่โดดเด่นมักมีเส้นตรง คม ต่อเนื่อง ตัดกันใกล้กึ่งกลาง และเคลื่อนอย่างลื่นไหลเมื่อขยับอยู่ใต้แสง
ชื่อเรียกและสถานะทางแร่วิทยา
สถานะทางแร่วิทยา สตาร์แซฟไฟร์เป็นแร่คอรันดัม (Corundum) ชนิดแซฟไฟร์ที่แสดงปรากฏการณ์แสงรูปดาวหรือแอสเทอริซึม ตามหลักอัญมณีศาสตร์ คอรันดัมสีแดงเรียกว่า ทับทิม (Ruby) ส่วนคอรันดัมสีอื่นเรียกว่า แซฟไฟร์ (Sapphire) เมื่อทับทิมแสดงรูปดาวจะเรียกว่า สตาร์รูบี (Star Ruby) หรือทับทิมสาแหรก
ชื่อเรียกในภาษาไทย ภาษาไทยใช้ทั้งคำว่า สตาร์แซฟไฟร์ และ แซฟไฟร์สาแหรก คำว่า “สาแหรก” บรรยายแนวแสงที่พาดไขว้กันบนผิวโค้งของพลอย และยังใช้กับอัญมณีชนิดอื่นที่แสดงปรากฏการณ์รูปดาวได้เช่นกัน
ชนิดที่นิยมเรียกในตลาด
ทับทิมสตาร์หรือทับทิมสาแหรก (Star Ruby) คือคอรันดัมสีแดงที่แสดงรูปดาว แม้มีโครงสร้างแร่เช่นเดียวกับแซฟไฟร์ แต่ตามหลักอัญมณีศาสตร์จะแยกเรียกว่า “ทับทิมสตาร์” สีแดงที่สวยร่วมกับดาวคมชัดพบได้ยากและเป็นที่ต้องการสูง
ไพลินสตาร์หรือไพลินสาแหรก (Blue Star Sapphire) คือสตาร์แซฟไฟร์สีน้ำเงินและเป็นกลุ่มที่คนทั่วไปรู้จักมากที่สุด คุณภาพพิจารณาจากความสวยของสีน้ำเงินควบคู่กับความคม ความสมมาตร ตำแหน่ง และการเคลื่อนของดาว พลอยที่มีสีเข้มเกินไปอาจทำให้ดาวเห็นไม่ชัด
นิหร่าสตาร์ ในตลาดพลอยไทย คำว่า “นิหร่า” มักใช้เรียกไพลินจากพม่า หากเม็ดนั้นแสดงรูปดาวจึงเรียกว่า นิหร่าสตาร์ หรือไพลินสตาร์พม่า ส่วนที่มาและความหมายเต็มของคำว่า “นิหร่า” เหมาะกับการอธิบายในบทความไพลินโดยเฉพาะ ทั้งนี้ ชื่อทางการค้าเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันแหล่งกำเนิดได้
แบล็กสตาร์แซฟไฟร์ (Black Star Sapphire) มีเนื้อพลอยสีน้ำตาลเข้มจนดูเกือบดำ สีเข้มมักเกี่ยวข้องกับอนุภาคที่มีเหล็กสูง เช่น ฮีมาไทต์และอิลเมไนต์ พลอยกลุ่มนี้มักเห็นดาวสีเหลืองทอง ประเทศไทยและออสเตรเลียเป็นแหล่งที่มีชื่อเสียงด้านแบล็กสตาร์แซฟไฟร์
สตาร์บุษหรือบุษราคัมสาแหรก (Yellow Star Sapphire) คือสตาร์แซฟไฟร์สีเหลือง คำว่า “สตาร์บุษ” เป็นคำเรียกแบบย่อที่พบได้ในตลาดไทย ส่วนคำว่า “บุษราคัมสาแหรก” หรือ “สตาร์แซฟไฟร์สีเหลือง” ช่วยบอกชนิดและสีได้ชัดกว่า สีมีตั้งแต่เหลืองอ่อนไปจนถึงเหลืองทอง และเส้นดาวอาจเป็นสีขาว เงิน หรือเหลืองทองตามชนิดของมลทิน
สตาร์ซีลอน (Ceylon Star Sapphire) หมายถึงสตาร์แซฟไฟร์ที่ระบุว่ามาจากศรีลังกา เพราะ “ซีลอน” เป็นชื่อเดิมของประเทศศรีลังกา ชื่อนี้บอกแหล่งที่มา ไม่ใช่ชนิดแร่หรือสีเฉพาะ พลอยจากศรีลังกามีได้หลายสี แม้สตาร์แซฟไฟร์สีน้ำเงินจะเป็นกลุ่มที่รู้จักกันมาก
ชื่อข้างต้นช่วยอธิบายสีหรือแหล่งที่มาของพลอย แต่ทุกกลุ่มยังต้องประเมินคุณภาพจากสีพื้น ความคมและตำแหน่งของดาว ความโปร่งใส การเจียระไน สถานะการปรับปรุง และสภาพของพลอยแต่ละเม็ดร่วมกัน
รูปแบบของดวงดาว สีพื้น และการประเมินคุณภาพ
จำนวนแฉกเกิดจากแนวของมลทิน ดาวบนสตาร์แซฟไฟร์เกิดจากแถบแสงหลายเส้นตัดกัน แต่ละแถบสร้างแสงสองทิศทาง จึงนับเป็นสองแฉก มลทินที่เรียงตัวสองแนวให้ดาวสี่แฉก สามแนวให้ดาวหกแฉก และหกแนวซึ่งเกิดจากมลทินสองชุดซ้อนกันให้ดาวสิบสองแฉก
| ชนิดของดาว | ลักษณะการเกิด | ความถี่ | สีของเส้นดาวและสีพื้น |
|---|---|---|---|
| ดาว 4 แฉก | แถบแสง 2 แนวตัดกัน เกิดจากมลทินที่เรียงตัวเด่นสองทิศทาง | พบได้น้อยกว่าดาว 6 แฉกในสตาร์แซฟไฟร์ | พบได้ในคอรันดัมหลายสี สีของเส้นขึ้นอยู่กับชนิดและความหนาแน่นของมลทิน |
| ดาว 6 แฉก | แถบแสง 3 แนวตัดกัน เป็นรูปแบบที่สอดคล้องกับโครงสร้างของคอรันดัม | พบมากที่สุด | เข็มรูไทล์มักให้เส้นขาวหรือเงิน ส่วนฮีมาไทต์และอิลเมไนต์ในพลอยสีดำอาจให้เส้นเหลืองทอง |
| ดาว 12 แฉก | ดาว 6 แฉกสองชุดวางซ้อนและหมุนเหลื่อมกันประมาณ 30 องศา มักเกี่ยวข้องกับรูไทล์ชุดหนึ่งและฮีมาไทต์หรืออิลเมไนต์อีกชุดหนึ่ง | หายาก | บางเม็ดเห็นดาวสีขาวเงินหนึ่งชุดกับดาวสีเหลืองทองอีกชุด โดยเฉพาะในสตาร์แซฟไฟร์สีดำ |
ดาวหกแฉกเป็นรูปแบบหลัก สตาร์แซฟไฟร์ส่วนใหญ่แสดงดาวหกแฉกจากมลทินสามแนว สีพื้นมีได้ทั้งน้ำเงิน เทา ม่วง ชมพู เหลือง เขียว และโทนเข้ม เส้นดาวที่เกิดจากรูไทล์มักเป็นสีขาวถึงเงิน แต่สีและความคมเปลี่ยนไปตามขนาด ปริมาณ และการวางตัวของเข็มแร่
สตาร์แซฟไฟร์สีดำ สีดำหรือน้ำตาลเข้มมักเกิดจากอนุภาคที่มีเหล็กสูง เช่น ฮีมาไทต์และอิลเมไนต์ในปริมาณมากจนบดบังสีพื้นเดิม พลอยบางเม็ดมีสีพื้นน้ำเงินอมเขียวเมื่อส่องแสงจากด้านหลัง อนุภาคกลุ่มนี้สามารถสร้างดาวหกแฉกสีเหลืองทองได้
ดาวสิบสองแฉก รูปแบบนี้เกิดเมื่อมลทินสองระบบสร้างดาวหกแฉกซ้อนกัน งานศึกษาตัวอย่างจากจันทบุรีพบดาวชุดสีเหลืองทองจากอนุภาคที่มีเหล็ก และดาวชุดสีขาวเงินจากรูไทล์ ดาวทั้งสองชุดรวมกันเป็นสิบสองแฉก จึงพบได้ยากกว่าดาวหกแฉกอย่างชัดเจน
จำนวนแฉกไม่ใช่ตัวตัดสินคุณภาพเพียงอย่างเดียว ดาวสิบสองแฉกมีความหายาก แต่คุณภาพยังขึ้นอยู่กับความคม ความต่อเนื่อง ความสมมาตร ตำแหน่งจุดตัด การเคลื่อนของดาว สีพื้น ความโปร่งใส และสภาพของพลอย ดาวหกแฉกที่คมชัดและอยู่กึ่งกลางอาจมีคุณภาพสูงกว่าดาวสิบสองแฉกที่พร่าหรือขาดช่วงได้
เกณฑ์ความงามของรูปดาว เส้นดาวที่คม ตรง และไม่ขาดช่วงช่วยให้ปรากฏการณ์โดดเด่น จุดตัดควรอยู่ใกล้ยอดโดมเมื่อมองตรง แต่ละแฉกมีความสว่างใกล้เคียงกัน และทอดไปถึงบริเวณขอบอย่างสมดุล ความตัดกันระหว่างเส้นดาวกับสีพื้นยังช่วยให้รูปดาวเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
สมดุลระหว่างสีและความโปร่งใส มลทินต้องมีมากพอให้เกิดดาว แต่หากหนาแน่นเกินไปอาจทำให้สีหม่นและเนื้อพลอยทึบ สตาร์แซฟไฟร์ชั้นดีจึงมักมีสีพื้นที่น่ามอง พร้อมเส้นดาวที่คมชัดและเคลื่อนไหวได้อย่างลื่นไหลภายใต้แสงจากจุดกำเนิดเดียว
คุณสมบัติของสตาร์แซฟไฟร์
| คุณสมบัติ | รายละเอียด |
|---|---|
| ชนิดแร่ | คอรันดัม ชนิดแซฟไฟร์ |
| สูตรเคมี | Al₂O₃ |
| ระบบผลึก | ไตรโกนัล |
| สี | น้ำเงิน เทา ม่วง ชมพู เหลือง เขียว น้ำตาล และดำ |
| ความแข็ง | 9 ตามมาตราโมห์ (Mohs Scale) |
| ความวาว | วาวแบบแก้วถึงกึ่งเพชร |
| ดัชนีหักเห | ประมาณ 1.762–1.770 |
| ความถ่วงจำเพาะ | ประมาณ 4.00 |
| สมบัติทางแสง | หักเหคู่ แกนแสงเดียว และอาจแสดงดาว 4, 6 หรือ 12 แฉก |
| รูปทรงหลัก | หลังเบี้ย |
ความหายากและปัจจัยที่มีผลต่อราคา
เงื่อนไขการเกิดตามธรรมชาติ ปรากฏการณ์ดาวเกิดขึ้นเมื่อภายในคอรันดัมมีเข็มแร่หรือมลทินขนาดเล็กเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบในทิศทางที่เหมาะสม คอรันดัมส่วนใหญ่ไม่มีชุดมลทินที่ครบทั้งจำนวน ทิศทาง และความหนาแน่นสำหรับสร้างดาวที่ชัดเจน สตาร์แซฟไฟร์จึงพบได้น้อยกว่าแซฟไฟร์ทั่วไป
ความยากในการเจียระไน ช่างเจียระไนต้องหาแนวแกนของผลึกและวางตำแหน่งดาวก่อนขึ้นรูปเป็นทรงหลังเบี้ย (Cabochon) ความสูงของโดมและทิศทางการวางพลอยมีผลต่อความคม ตำแหน่ง และการเคลื่อนของดาว หากวางแนวคลาดเคลื่อน ดาวอาจเอียง หลุดจากกึ่งกลาง ขาดช่วง หรือแสดงไม่ครบทุกแฉก
คุณภาพของดาวและราคาในตลาด สตาร์แซฟไฟร์ที่มีดาวหกแฉกคมชัดและสมบูรณ์ จุดตัดอยู่กึ่งกลาง เส้นดาวเคลื่อนอย่างลื่นไหล และเนื้อพลอยไม่ขุ่นทึบเกินไป เป็นสินค้าที่พบได้ยากและมีราคาสูงในตลาดอัญมณี นอกจากคุณภาพของดาวแล้ว ราคายังสัมพันธ์กับสีพื้น ความโปร่งใส ขนาด น้ำหนัก แหล่งกำเนิด สถานะการปรับปรุง และสภาพของพลอยแต่ละเม็ด
แหล่งกำเนิดสำคัญและบทบาทของประเทศไทย
แหล่งกำเนิดสำคัญทั่วโลก สตาร์แซฟไฟร์มีรายงานจากศรีลังกา เมียนมา ไทย กัมพูชา เวียดนาม อินเดีย มาดากัสการ์ ออสเตรเลีย และแหล่งอื่น ศรีลังกาเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ของสตาร์แซฟไฟร์ขนาดใหญ่หลายเม็ด รวมถึง Star of India ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่า 563 กะรัตและเก็บรักษาที่ American Museum of Natural History
ประเทศไทย ไทยเป็นทั้งแหล่งที่พบสตาร์แซฟไฟร์และศูนย์กลางสำคัญด้านการเจียระไนและการค้าพลอย งานศึกษาตัวอย่างจากจังหวัดจันทบุรียังพบสตาร์แซฟไฟร์สิบสองแฉก ซึ่งเกิดจากดาวสีขาวเงินและดาวสีเหลืองทองสองชุดซ้อนกัน พลอยจากไทยมีสี ความเข้ม และลักษณะมลทินแตกต่างกันได้ตามแหล่งและตัวอย่างแต่ละเม็ด
แต่ละแหล่งมีช่วงสี ลักษณะมลทิน และสภาพธรณีวิทยาต่างกัน การยืนยันแหล่งกำเนิดใช้ภาพขยาย สเปกตรัม ธาตุร่องรอย และข้อมูลอ้างอิงของห้องปฏิบัติการร่วมกัน
ลักษณะภายในและมลทิน
“ไหม” และมลทินธรรมชาติ เข็มรูไทล์ละเอียดซึ่งนักอัญมณีศาสตร์เรียกว่า “ไหม” (Silk) เป็นสาเหตุสำคัญของดาวในแซฟไฟร์หลายกลุ่ม ภายใต้กล้องขยายยังอาจพบฮีมาไทต์ อิลเมไนต์ ผลึกเซอร์คอน แนวแฝด แนวการเจริญเติบโต และรอยแตกตามธรรมชาติ
การจำแนกดาวธรรมชาติและสิ่งเลียนแบบ ภาพขยายช่วยแยกดาวธรรมชาติออกจากดาวที่สร้างด้วยการซ่านสี พลอยสังเคราะห์ และแก้วเลียนแบบ ดาวธรรมชาติมีมิติจากมลทินภายในและเคลื่อนสัมพันธ์กับผิวโดม ส่วนดาวที่หล่อเป็นลวดลายในแก้วอาจคงตำแหน่งและไม่เคลื่อนในลักษณะเดียวกัน การสรุปผลต้องพิจารณาลักษณะภายในร่วมกับสมบัติทางอัญมณีศาสตร์และผลตรวจจากเครื่องมือ
ประวัติศาสตร์ ความหมาย และการมอบเป็นของขวัญ
อัญมณีแห่งโชคชะตา สตาร์แซฟไฟร์ได้รับการเรียกว่า “Stone of Destiny” หรืออัญมณีแห่งโชคชะตา ในความเชื่อที่บันทึกไว้ เส้นแสงสามแนวซึ่งตัดกันเป็นดาวหกแฉกถูกนำไปแทนความศรัทธา ความหวัง และโชคชะตา รูปดาวที่เคลื่อนตามแสงจึงถูกเปรียบกับแสงนำทางและการปกป้องจากลางร้าย
เครื่องรางของนักสำรวจ เซอร์ริชาร์ด ฟรานซิส เบอร์ตัน นักสำรวจชาวอังกฤษ เคยพกสตาร์แซฟไฟร์ขนาดใหญ่และเรียกว่าเครื่องรางของเขา โดยเชื่อว่าพลอยนำโชคและช่วยให้ได้รับการต้อนรับระหว่างการเดินทาง เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่มีบันทึกเฉพาะบุคคล และเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าเกี่ยวกับสตาร์แซฟไฟร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 19
ความหมายร่วมสมัยและการมอบเป็นของขวัญ งานเขียนด้านหินสีในปัจจุบันเชื่อมโยงสตาร์แซฟไฟร์กับความสงบ ความมั่นใจ สติปัญญา และการตัดสินใจอย่างรอบคอบ ความหมายเหล่านี้เป็นการตีความร่วมสมัย สตาร์แซฟไฟร์ยังเป็นแซฟไฟร์ จึงเป็นตัวเลือกของอัญมณีประจำเดือนกันยายน เหมาะสำหรับวันเกิด วันครบรอบ การมอบเพื่อเสริมกำลังใจ หรือช่วงเริ่มต้นเส้นทางใหม่
(หมายเหตุ: ข้อมูลด้านความหมายและความเชื่อเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ไม่ใช่คุณสมบัติที่พิสูจน์ผลได้ทางวิทยาศาสตร์)
รูปทรง การเจียระไน และงานออกแบบ
การเจียระไนทรงหลังเบี้ย สตาร์แซฟไฟร์นิยมเจียระไนเป็น ทรงหลังเบี้ย (Cabochon) ช่างต้องหาแนวแกนผลึกและวางแนวเข็มแร่ให้จุดตัดของดาวอยู่ใกล้ยอดโดม ความสูง ความสมมาตร และความโค้งของโดมมีผลต่อการรวมแสง หากวางแนวคลาดเคลื่อน ดาวอาจเอียง หลุดจากกึ่งกลาง ขาดช่วง หรือแสดงแฉกไม่ครบ
การออกแบบตัวเรือน สตาร์แซฟไฟร์ใช้เป็นพลอยเม็ดกลางในแหวน จี้ ต่างหู และเข็มกลัดได้ ตัวเรือนควรเปิดรับแสงจากด้านบนและมีพื้นที่ให้มองเห็นการเคลื่อนของดาวได้ชัด พร้อมช่วยปกป้องขอบพลอย สีของทองคำ ทองขาว หรือโรสโกลด์ยังช่วยขับสีพื้นและความตัดกันของเส้นดาวให้มีบุคลิกต่างกัน
การปรับปรุงคุณภาพ ความทนทาน และสิ่งเลียนแบบ
ดิบ ในตลาดพลอยไทยหมายถึงพลอยธรรมชาติที่ไม่ผ่านการปรับปรุงด้วยความร้อน รายงานจากห้องปฏิบัติการมักใช้ข้อความว่า “ไม่พบร่องรอยการปรับปรุงด้วยความร้อน” (No Indications of Heating) คำว่า “ดิบ” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงก้อนพลอยที่ยังไม่เจียระไน
เผาเก่า เป็นคำตลาดที่ใช้กับพลอยซึ่งผ่านความร้อนแบบเดิม โดยทั่วไปไม่ได้อุดรอยแตกด้วยแก้วตะกั่ว ความร้อนอาจเปลี่ยนสี ความใส และสภาพของเข็มแร่ จึงอาจทำให้ความชัดของดาวเปลี่ยนไปหรือดาวจางลงตามลักษณะของพลอยแต่ละเม็ด รายงานห้องปฏิบัติการจะระบุหลักฐานความร้อนและสารตกค้างที่ตรวจพบแยกกัน
เผาใหม่หรือ LG ในตลาดไทยมักหมายถึงพลอยที่ผ่านความร้อนร่วมกับการอุดรอยแตกด้วยแก้วตะกั่ว โดย LG ย่อจาก Lead Glass แก้วช่วยลดการมองเห็นรอยแตกและทำให้เนื้อพลอยดูใสขึ้น พลอยกลุ่มนี้ยังมีคอรันดัมธรรมชาติเป็นส่วนประกอบ แต่มีวัสดุแก้วอยู่ตามรอยแตก จึงมีมูลค่าและวิธีดูแลต่างจากพลอยดิบหรือเผาเก่า
การซ่านสีและพลอยสังเคราะห์ ยังมีการซ่านไทเทเนียมเพื่อสร้างหรือเพิ่มดาวบริเวณผิว และมีสตาร์แซฟไฟร์สังเคราะห์ในตลาด วิธีเหล่านี้เป็นคนละกลุ่มกับเผาเก่าและ LG รายงานจากห้องปฏิบัติการช่วยระบุว่าเป็นพลอยธรรมชาติหรือสังเคราะห์ ตรวจหาการปรับปรุง และอาจระบุแหล่งกำเนิดได้ในบางกรณี
ความทนทานและการสวมใส่ คอรันดัมมีความแข็ง 9 ตามมาตราโมห์ (Mohs Scale) มีความเหนียวดีเยี่ยม และไม่มีแนวแตกเรียบ พลอยดิบและพลอยเผาเก่าจึงเหมาะกับเครื่องประดับที่สวมใส่บ่อย ส่วนพลอย LG สามารถนำมาทำเครื่องประดับได้เช่นกัน โดยเลือกตัวเรือนที่ช่วยปกป้องตัวพลอยและแจ้งสถานะการปรับปรุงแก่ช่างก่อนขึ้นตัวเรือนหรือซ่อมแซม
แหล่งข้อมูลและเอกสารอ้างอิง
- GIA — Sapphire Quality Factors: Star Sapphire
- GIA — Sapphire Gem Overview
- GIA — Sapphire History and Lore
- GIA — Centuries of Opulence: Jewels of India
- GIA — Sri Lanka: The Gem Island
- VAVAGEMS — นพเก้าคืออะไร ทำไมต้องเก้าเม็ด แล้วเม็ดไหนคือของเรา
- GIA — Structures Behind the Spectacle
- GIA — Twelve-Rayed Star Sapphire from Thailand
- GIA — Dual-Color Double Stars in Ruby, Sapphire, and Quartz
- GIA — Glass Imitation of Star Sapphire
- Royal Ontario Museum — The Black Star Sapphire of Queensland
- American Museum of Natural History — Star of India
- GIT — การเรียกชื่อคอรันดัมตามสีและปรากฏการณ์
- GIT — Laboratory Disclosure Policy
- Burapha Gemological Laboratory — การเผาเก่าและการเผาใหม่
- GIA — Lead Glass Filled Star Rubies
